fbpx

‘จ้าวช้างไวไฟ เกษตรพัฒนา’ ผู้นำเครื่องจักรกลเกษตรรายใหญ่ จ.พิษณุโลก

Image

“จ้าวช้างไวไฟ เกษตรพัฒนา” หนึ่งในผู้นำเครื่องจักรกลเกษตรสัญชาติไทย ด้วยประสบการณ์ในภาคเกษตรกว่า 51 ปี นำมาสู่การสร้างแบรนด์ส่งออกไปได้กว่า 10 ประเทศทั่วโลก “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นางสาวจีรธิดา นฤมิตเลิศ” หรือ “คุณแพท” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกษตรพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตเครื่องจักรกลเกษตรแบรนด์ “จ้าวช้างไวไฟ เกษตรพัฒนา” ถึงเส้นทางการบริหารธุรกิจ จากธุรกิจครอบครัว สู่การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเครื่องจักรกลการเกษตรของไทย

Image

คุณแพทเล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 51 ปีที่แล้ว ครอบครัวได้ทำธุรกิจเป็นพ่อค้าพืชไร่ใน จ.ฉะเชิงเทรา ได้คลุกคลีอยู่กับเกษตรกรมาตลอด จนกระทั่งนางสาววราภรณ์ หยกอุบล (มารดา) ได้มองเห็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรไทย คือขาดเครื่องจักรมาช่วยทุ่นแรงการผลิต และต่อมาได้เริ่มลงทุนก่อตั้งโรงงานเมื่อปี 2518 นำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศมาใช้ แต่ก็ยังไม่เจอรุ่นเหมาะสมกับพื้นที่และพืชพันธุ์ในไทย

ปัญหาดังกล่าวได้จุดประกายความคิดให้คุณแพทเริ่มพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรด้วยแนวคิด “เครื่องจักรที่เกษตรกรไทยใช้ได้จริง ราคาเข้าถึงได้ คุ้มทุนไว” แม้ว่าจะไม่ได้มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมมาก่อนเลยก็ตาม แต่อาศัยประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ทำให้เข้าใจความต้องการของภาคเกษตรอย่างแท้จริง จนสามารถตั้งโรงงานเพิ่มได้ที่ ต.สมอแข อ.เมือง จ.พิษณุโลก ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่พัฒนาคือเครื่องนวดข้าว

ด้วยการสั่งสมประสบการณ์ในวงการเครื่องจักรกลการเกษตรกว่า 10 ปี ทำให้นำพาธุรกิจก้าวสู่การเติบโตในยุคทายาทรุ่นที่สองอย่างเต็มตัว พร้อมอาศัยความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีจากประเทศอังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์เข้ามาปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับเครื่องจักรกลการเกษตรไทยสู่มาตรฐานระดับสากล

Image

พร้อมขยายไลน์ผลิตและขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ด้วยวิสัยทัศน์ “ผู้นำในธุรกิจเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่มีมาตรฐานระดับสากล เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเก็บเกี่ยวพืชทั่วโลก”

จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงได้รับโล่เชิดชูเกียรติมากมาย เช่น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ใน พ.ศ. 2532, รางวัลเทคโนโลยีเครื่องจักรกลยอดเยี่ยม รางวัลที่ 1 สาขาเครื่องจักรกลเกษตร จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใน พ.ศ. 2551 เป็นต้น

ผุดนวัตกรรมลดต้นทุน
คุณแพทเล่าต่อว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเครื่องจักรคือ ความเข้าใจในภาคเกษตรกรรมไทย จึงต่อยอดรถนวดข้าวและธัญพืชซึ่งเป็นสินค้าตัวแรก ให้กลายเป็นรถเกี่ยวข้าวอเนกประสงค์ สามารถทำงานเก็บเกี่ยวพืชได้หลากหลายในคันเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว, ข้าวโพด, ถั่ว, ข้าวฟ่าง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มฟังก์ชั่นลดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยการเก็บเศษวัสดุจากไร่ข้าวโพด เพื่อลดการเผาและลดต้นทุนแรงงาน

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาเครื่องจักรเตรียมดินในพื้นที่นาข้าว หรือ ‘รถตีดิน’ ช่วยประหยัดต้นทุนการเตรียมพื้นที่ก่อนทำนาข้าวและลดการเผาหลังเกี่ยวข้าว ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินจากการหมักฟาง ถือเป็นการช่วยประหยัดค่าปุ๋ยและค่าเตรียมดินจากรถแทรกเตอร์

บริษัทเราเป็นเจ้าแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พัฒนา “รถเก็บฝักข้าวโพด” เพื่อมาช่วยลดต้นทุนการเก็บเกี่ยว เพิ่มประสิทธิภาพ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน สามารถใช้เก็บเกี่ยวข้าวโพดหวาน, ข้าวโพดเมล็ดพันธุ์ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้

เช่น การเก็บเกี่ยวข้าวโพดฝักสด หากใช้แรงงานคนจะมีต้นทุน 1,000-1,500 บาท/ไร่ และใช้เวลาเฉลี่ย 1ไร่/คนและต่อวัน แต่ถ้าใช้รถเก็บฝักข้าวโพดจะมีต้นทุน 700-800 บาท/ไร่ ระยะเวลาเพียงเวลา 1 ชม. สามารถเก็บเกี่ยวได้ 3 ไร่ เฉลี่ยวันละ 20-30 ไร่

ส่วน “รถถอดดอกข้าวโพด” เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่มีเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน สามารถทำงานได้เหมาะสมกับภูมิอากาศและสภาพพื้นที่ในไทย ช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตข้าวโพดเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นเกษตรมูลค่าสูงให้เติบโตได้

Image

ส่งออกเครื่องจักรสัญชาติไทย
จุดเด่นของเครื่องจักรของจ้าวช้างไวไฟ เกษตรพัฒนา คือความแข็งแรง ทนทาน ใช้งานง่าย บำรุงรักษาง่าย คุ้มทุนไว ตามสโลแกน ‘จ้าวช้างไวไฟ คล่อง คุ้ม ง่าย ไม่จุกจิก’ ไม่ว่าจะพื้นที่หล่มถึงหัวเข่า เลนถึงโคนขา น้ำท่วมถึงเอว หรือพายุฝนเร่งมา รถเกี่ยวของเราก็ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันบริษัทได้ขยายเครือข่ายการจำหน่ายและบริการหลังการขายในพื้นที่การเกษตรหลักของประเทศ ได้แก่ พิษณุโลก (สำนักงานใหญ่), นครราชสีมา, เชียงราย, ร้อยเอ็ด, นครสวรรค์ และสุโขทัย เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการด้านเครื่องจักร อะไหล่ และการดูแลหลังการขายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

นอกจากตลาดภายในประเทศ บริษัทได้ขยายการส่งออกเครื่องจักรกลการเกษตรสู่ต่างประเทศกว่า 10 ประเทศ เช่น ในเอเชีย ได้แก่ เกาหลีใต้, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกา, บังกลาเทศ, กัมพูชา, เมียนมา และลาว รวมถึงประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น ไอวอรีโคสต์ และไนจีเรีย เป็นต้น

Image

การขยายตลาดสู่ต่างประเทศสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเครื่องจักรกลการเกษตรที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถตอบโจทย์การทำเกษตรในหลายภูมิประเทศทั่วโลก

แม้ในปี 2568 ยอดขายหลายร้อยล้านบาท ซึ่งเดิมทีคาดว่าปี 2569 เราจะใช้จังหวะนี้ยกระดับชีวิตเกษตรกรให้ได้ลืมตาอ้าปาก หลังจากประสบปัญหาโควิดตั้งแต่ปี 2562 ลากยาวมาจนถึงวิกฤตน้ำท่วมติดต่อกันหลายปี

แต่กลับกลายเป็นว่า ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวนาปรังเดือนมีนาคม 2569 กลับเจอปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับสูงและเกิดการขาดแคลน ต้องนำรถเกี่ยวข้าวไปที่ปั๊ม ทำให้การเก็บเกี่ยวในปีนี้ลำบากมาก รวมถึงภาคเกษตรไทยมีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งหากราคาผลผลิตยังไม่ปรับตัวขึ้น ภาคเกษตรจะประสบปัญหาดังกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ

Image

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส
แม้ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย คนรุ่นใหม่ไม่นิยมทำเกษตร เพราะมองว่าเป็นงานที่เหนื่อย ร้อน รายได้น้อย มีความไม่แน่นอนสูงในเรื่องดินฟ้าอากาศ รวมถึงราคาผลผลิตตกต่ำ

คุณแพทกลับมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาต่อยอดสินค้าส่งออก เพราะมองว่าเกษตรกรในต่างประเทศมีรายได้สูง เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการเครื่องจักรและเทคโนโลยีด้วยตนเอง รวมถึงได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐอย่างจริงจังมาโดยตลอด

วางเป้า 5 ปี ทรานส์ฟอร์มสู่ทั่วโลก
เนื่องจากสินค้าของเราเป็นเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเฉพาะทาง โดยเฉพาะประเทศที่มีสภาพอากาศร้อนชื้น ซึ่งภายใน 5 ปีนี้ได้ตั้งเป้าขยายการส่งออกเพิ่มไปยังกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เอเชียกลาง และทวีปแอฟริกา และมีเป้าหมายว่าจะเป็นแบรนด์เครื่องจักรกลเกษตรไทยที่สามารถมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ เรายังอยู่ระหว่างการพัฒนาเครื่องจักรใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ความคุ้มค่าต่อการลงทุน แต่ยังต้องคุ้มทุนให้เร็วขึ้น ประหยัดน้ำมันและต้นทุนมากขึ้น ใช้งานง่ายกว่าเดิม เพื่อให้เป็นทางออกของการเกษตรยุคใหม่ พร้อมนำเทคโนโลยี AI เข้ามาร่วมกับระบบไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid) สามารถทำงานแบบไร้คนขับจากระยะไกลได้อีกด้วย

ขณะเดียวกัน ยังเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการจัดการเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยว หรือการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ภูเขาลาดชัน สิ่งเหล่านี้อยู่ในแผนงาน ซึ่งได้ดำเนินการมากว่า 7 ปีก่อนที่จะมีปัญหาฝุ่น PM 2.5

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/local-economy/news-1985336

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งาน หากคุณใช้งานเว็บไซต์ต่อ เราถือว่าคุณยอมรับการใช้งานคุกกี้ และนโยบายความเป็นส่วนตัว ลูกค้าสามารถปิดการตั้งค่าการทำงานของคุกกี้ได้โดยเข้าไปที่หน้าการตั้งค่าบราวเซอร์และตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเพื่อหยุดการรวบรวมข้อมูลทุกอย่างของคุกกี้ในอนาคต